บทความ ซึนามิ กับ แผ่นดินไหว

บทเรียน สึนามิ..กับชีวิตที่ถูกลืม



เหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่ม 6 จังหวัดภาคใต้ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ได้สร้างความสูญเสียต่อชายฝั่งทะเลอันดามันของไทยอย่างรุนแรง และสร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินโดยประเมินค่ามิได้

ในขณะที่รัฐบาล (รักษาการ) และสื่อมวลชน นำเสนอในด้านผลกระทบต่อการท่องเที่ยวใน 6 จังหวัดภาคใต้ และมุ่งฟื้นฟูสภาพพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพปกติ แต่มีข้อสังเกตว่ารัฐบาลมักจะเน้น “การฉวยโอกาสจากวิกฤต” ในครั้งนี้ค่อนข้างมาก

ประกอบกับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นวันเลือกตั้ง ยิ่งทำให้การสร้างภาพลักษณ์ การแก้ภาพพจน์ของประเทศโดยเน้นมิติการท่องเที่ยว ยิ่งชัดเจนเพิ่มมากขึ้น และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการใช้เหตุการณ์นี้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ใช้หยาดน้ำตาและความตายของผู้คนเป็นเครื่องมือในการหาเสียงของพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง

แผนฟื้นฟูอันดามันหลังคลื่นยักษ์สึนามิถล่ม มีแนวโน้มที่จะกลับไปใช้แนวคิดในลักษณะเดิม คือเน้นการท่องเที่ยว มุ่งผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจการท่องเที่ยวยิ่งทียิ่งชัดเจนขึ้นทุกขณะ และจนถึงขณะนี้ เรายิ่งเห็นชัดเจนว่าภาคธุรกิจกำลังเร่งให้ภาครัฐทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลลงมาพลิกฟื้นชายฝั่งอันดามันให้คืนสภาพกลับมาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว และไม่มีการคำนึงถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านดั้งเดิมที่เป็นเจ้าของพื้นที่มานานนับหลายชั่วอายุคน

บทเรียนความเสียหายทั้งชีวิตคนตายและสูญหาย อีกจำนวนนับไม่ถ้วนในเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้เราเห็นถึงการขาดดุลยภาพระหว่างชีวิตชุมชนกับความมักง่ายของภาคธุรกิจการท่องเที่ยว ระหว่างการพัฒนาที่มุ่งเน้นเม็ดเงินและผลประโยชน์ของภาครัฐกับความเรียบง่ายของชาวบ้าน ความโลภของนักธุรกิจการเมืองยิ่งทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ซ้ำเติมผู้คนเพิ่มมากขึ้น

เมื่อเกิดภัยพิบัติและความสูญเสียที่ไม่มีใครคาดคิด ทุกคนต่างตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนยากไร้ ยิ่งทำให้เรามองเห็นถึงสภาพการพัฒนาประเทศก่อนหน้านั้นอย่างชัดเจน ทั้งสภาพต่างคนต่างอยู่ การฉกฉวยและแย่งชิงผลประโยชน์จากธรรมชาติใส่ตัวเอง โดยมิได้คำนึงถึงกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

สิ่งที่น่าสนใจจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มในอีกด้านหนึ่งก็คือ แรงงานต่างด้าวชาวพม่าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐอย่างดีเท่าใดนัก โดยขณะนี้ในจังหวัดหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิถล่ม ได้พบแรงงานพม่าเสียชีวิตนับพันคนและสูญหายอีกหลายพันคน ส่วนแรงงานชาวพม่าที่รอดชีวิตไม่ได้รับบริจาคอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย ซ้ำร้ายยังถูกละเลย ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกยัดเยียดข้อหาขโมยทรัพย์สินสิ่งของ และไม่มีการคุ้มครองความปลอดภัยแต่อย่างใด

ชีวิตแรงงานต่างด้าวชาวพม่าในประเทศไทย แม้จะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การไปโรงพยาบาล หรือการรักษาต่อเนื่อง ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ควรได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่มีข้อจำกัดในด้านภาษาและการสื่อสาร การไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล คนไทยจะได้รับการต้อนรับที่ดีกว่า แต่ถ้าหากเป็นคนจนแม้จะเป็นคนไทย ก็ถูกเลือกปฏิบัติไม่แตกต่างจากชาวพม่าเช่นเดียวกัน แต่ในบางมิติ แรงงานต่างด้าวยังเป็นยิ่งกว่าคนจนในเมืองไทยด้วยซ้ำไป

นอกจากนั้น แรงงานชาวพม่าที่ทำงานในเรือประมง ยังเสี่ยงต่อการทำร้ายจากนายท้ายเรืออีกด้วย ชาวพม่าบางคนบอกเล่าว่า ตอนนี้เขากลัวคนไทย กลัวประเทศไทย เพราะถูกไต๋เรือทำร้าย ถูกตี ถูกชก ถูกบังคับข่มขู่ ถูกปืนจ่อขมับ เวลาทำงานใช้วาจาบังคับข่มขู่ และเมื่อไม่ได้ดั่งใจ บางคนจึงใช้พลั่วตีแสกหน้าคนต่างด้าวอย่างรุนแรง

สำหรับประเทศไทย คนต่างด้าวชาวพม่าคือคนแปลกหน้าในบ้านเมืองของเรา พวกเขาถูกสังคมไทยปฏิเสธ และจากความร่วมมือระหว่างรัฐบาลทหารพม่าและรัฐบาลไทย ยิ่งทำให้สถานการณ์ของแรงงานต่างด้าวรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

สื่อมวลชนในประเทศไทยนำเสนอการจับกุมคุมขัง และสร้างภาพลักษณ์ให้คนพม่ากลายเป็นจำเลยของสังคมไทย กลายเป็นอาชญากรและผู้ที่สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมืองของเรา ซึ่งคงต้องยอมรับความเป็นจริงว่า คนพม่าที่ดีก็มี คนที่เข้ามาสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมืองของเราก็มาก แต่สิ่งสำคัญก็คือคนในบ้านของเราเองนี่แหละที่สร้างความวุ่นวายไม่จบสิ้นมากกว่าเขาเป็นไหนๆ

หากคนจนในประเทศไทย คือ พลเมืองชั้นสองของแผ่นดิน คนต่างด้าวชาวพม่าซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเราเองก็เป็นเพียงสิ่งของหรือวัตถุอันไร้ค่าในสายตาของสังคมไทย

หลายครั้งที่ภาครัฐและสังคมไทย ไม่ได้มองว่าแรงงานต่างด้าวเป็นคนและมีชีวิตเช่นเดียวกันกับเรา ทั้งๆ ที่พวกเขามีความคิด มีความฝัน อยากมีอนาคตที่ดีทั้งตนเองและประเทศของเขา ไม่ยิ่งหย่อนหรือแตกต่างไปจากคนไทยทุกคน

เหตุการณ์ในครั้งนี้ ได้ชี้ชัดว่าคนต่างด้าวชาวพม่าในประเทศไทย แม้จะมีลมหายใจ แต่พวกเขากลับกลายเป็นชีวิตที่ถูกลืมและไม่มีใครสนใจไยดีแต่อย่างใด ในเหตุการณ์สึนามิถล่ม แรงงานข้ามชาติชาวพม่าได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกและคนไทย แรงงานไทยได้รับความสนใจอยู่บ้าง แต่น้อยครั้งนักที่จะได้รับข่าวสารจากแรงงานต่างด้าวในบ้านเมืองของเรา ส่วนใหญ่จะได้รับข่าวเกี่ยวกับผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ธุรกิจ การกระตุ้นการลงทุนเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงแผนฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวให้คืนกลับมาดังเดิม

นับจากเหตุการณ์สึนามิเริ่มต้นจนถึงวันนี้ เราได้เห็นถึงการทับซ้อนของผลประโยชน์ระหว่างคุณค่าชีวิตประชาชนกับการแสวงหารายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างรัฐบาล

นักธุรกิจ และบรรดาผู้มีอิทธิพล ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น คนในวงการธุรกิจท่องเที่ยวและการเมืองท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวบริเวณชายฝั่งอันดามันถูกยกขึ้นมาเพื่อนำเงินเข้ากระเป๋าตัวเองและพวกพ้อง โดยมิได้คำนึงถึงผลร้ายที่จะตามมาแต่อย่างใด

การจัดสรรและแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะประชาชนเจ้าของพื้นที่ การมีส่วนร่วมของประชาชนจะทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน และถ้าหากเป็นไปได้ บทเรียนจากคลื่นยักษ์สึนามิถล่มในครั้งนี้ ควรได้มีการทบทวนถึงนโยบายของรัฐ ว่าที่ผ่านมา รัฐได้กระตุ้นความโลภ ความหลง มุ่งเน้นการพอกพูนความเห็นแก่ตัวในชีวิตมนุษย์มากกว่าความสงบสุขในชีวิตของประชาชนใช่หรือไม่ …แต่สิ่งนี้ได้กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากที่สุด

รัฐอาจใช้เวลาเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมด้านการท่องเที่ยวให้กลับคืนมา อาจใช้เวลาในการกระตุ้นการท่องเที่ยวเพื่อนำเงินเข้าประเทศ แต่ยิ่งรัฐบาลเน้นและดำเนินนโยบายไปในแนวนี้มากเพียงใด ความเสียหายและวิกฤตในวันข้างหน้า ยิ่งคืบคลานเข้ามาอย่างรุนแรงและรวดเร็วมากขึ้นเพียงนั้น… จนกระทั่งถึงขณะนี้ เหตุการณ์สึนามิถล่ม 6 จังหวัดภาคใต้ ข่าวคราวเริ่มแผ่วจางลงตามวันเวลา แต่ในพื้นที่จริงยังคงมีปัญหาอีกมากมายที่รอการแก้ไขและร่วมรับรู้จากคนไทยทุกคน

 คลื่นสึนามิ (ญี่ปุ่น: 津波 tsunami  คลื่นที่ท่าเรือ หรือ คลื่นชายฝั่ง ?) คือ คลื่นหรือกลุ่มคลื่นที่มีจุดกำเนิดอยู่ในเขตทะเลลึก ซึ่งมักปรากฏหลังแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ แผ่นดินไหวใต้ทะเล ภูเขาไฟระเบิด ดินถล่ม แผ่นดินทรุด หรืออุกกาบาตขนาดใหญ่ตกลงในทะเล คลื่นสึนามิสามารถเข้าทำลายพื้นที่ชายฝั่ง ทำให้เกิดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินได้

ภาพศิลปะของศิลปินชาวญี่ปุ่น “The Great Wave at Kanagawa” (จากภาพชุดของภูเขาไฟฟูจิ) ขนาดกว้าง 10 นิ้ว ยาว 15 นิ้ว ที่เก็บรักษาอยู่ที่ Metropolitan Museum of Art, New York แม้ว่าภาพดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการพูดถึงคลื่นสึนามิ แต่แท้จริงแล้วภาพดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคลื่นสึนามิแต่อย่างใด

สึนามิ (การออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นคือ /tsunami/ สึนะมิ[ซึ่งต่างกันเล็กน้อยกับการออกเสียงในภาษาอังกฤษว่า /suːnɑːmi (ː)/ ซูนามิ หรือ /tsuːnɑːmi (ː)/ (ทซู) นามิ[ (ท ควบ ซ ในเสียงญี่ปุ่น) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ในลักษณะของระลอกคลื่น ที่เกิดขึ้นจากการที่น้ำในทะเลสาบหรือในท้องมหาสมุทรจำนวนมหาศาล เกิดการเคลื่อนย้ายถ่ายเทจากบริเวณหนึ่งสู่อีกบริเวณหนึ่งอย่างรวดเร็ว อันเนื่องมาจากการเกิดแผ่นดินไหว แผ่นดินเคลื่อนตัว ภูเขาไฟระเบิด หรือจากวัตถุนอกโลก เช่น ดาวหาง หรืออุกกาบาต ตกสู่พื้นทะเลหรือมหาสมุทรบนผิวโลก คลื่นสึนามิที่เกิดขึ้นนี้จะถาโถมเข้าสู่พื้นที่ชายฝั่งทะเลด้วยความรวดเร็วและรุนแรง สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินที่อยู่อาศัยที่พังพินาศไป พร้อม ๆ กับมนุษย์จำนวนมากมายที่อาจได้รับบาดเจ็บและล้มตายไปด้วยฤทธิ์ของมหาพิบัติภัยที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน[

คำว่า “สึนามิ” มาจากภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า “ท่าเรือ” (津 สึ) และ “คลื่น” (波/浪 นะมิ) ศัพท์คำนี้บัญญัติขึ้นโดยชาวประมงญี่ปุ่น ผู้ซึ่งแล่นเรือกลับเข้าฝั่งมายังท่าเรือ และพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยรายล้อมอยู่รอบท่าเรือนั้นถูกทำลายพังพินาศไปจนหมดสิ้น โดยในระหว่างที่เขาลอยเรืออยู่กลางทะเลกว้างนั้นไม่ได้รู้สึกหรือสังเกตพบความผิดปกติของคลื่นดังกล่าวเลย ทั้งนี้เนื่องจากคลื่นสึนามิไม่ใช่ปรากฏการณ์ระดับผิวน้ำในเขตน้ำลึก เพราะคลื่นที่เกิดขึ้นจะมีขนาดของคลื่น (แอมพลิจูด) ขนาดเล็กมากเมื่ออยู่ในพื้นน้ำนอกชายฝั่ง ในขณะเดียวกันก็มีความยาวคลื่น ที่ยาวมาก (ปกติจะมีความยาวหลายร้อยกิโลเมตร) ทำให้คลื่นสึนามิที่เกิดขึ้นไม่สามารถสังเกตเห็นได้ขณะที่ลอยเรืออยู่บนผิวน้ำกลางทะเลลึก เนื่องจากคลื่นที่เกิดขึ้นจะเห็นเป็นเพียงแค่เนินต่ำ ๆ ตะคุ่ม ๆ อยู่ใต้น้ำเท่านั้น[

คลื่นสึนามินี้ ในทางประวัติศาสตร์มีการอ้างอิงถึงว่าเป็น คลื่นใต้น้ำ (tidal waves) เนื่องจากเมื่อคลื่นดังกล่าวเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่ง จะยิ่งมีลักษณะเหมือนการไหลท่วมของกระแสน้ำขึ้นที่ถาโถมเข้าสู่ฝั่งอย่างรุนแรง มากกว่าที่จะมีลักษณะเหมือนกับเกลียวคลื่นที่เกิดจากการพัดกระหน่ำของสายลมจากกลางมหาสมุทรเข้าสู่ฝั่ง เนื่องจากโดยแท้จริงแล้วคลื่นสึนามิไม่ได้มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ใด ๆ เลยกับน้ำขึ้นน้ำลง จึงมีการมองว่า คำว่า “tidal waves” นั้น อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดถึงสาเหตุของการเกิดคลื่นดังกล่าวได้[นักสมุทรศาสตร์จึงไม่แนะนำให้เรียกคลื่นสึนามิว่า “tidal waves” แต่แนะนำให้เรียกเป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Seismic Sea Wave” ซึ่งมีความหมายตรงๆ ในภาษาไทยว่า คลื่นทะเลที่เกิดจากแรงสั่นสะเทือน[ทั้งนี้ ในเว็บไซต์และหนังสือบางเล่ม กล่าวถึงชื่อเรียกของคลื่นชนิดนี้ในภาษาอังกฤษผิด คือ “Harbor Wave” ซึ่งเป็นชื่อที่แปลอย่างตรงตัวจากภาษาญี่ปุ่น แต่ไม่ได้ให้ความหมายใดๆ ในภาษาอังกฤษ

ทั้งนี้ ในพจนานุกรม Oxford Learner’s Dictionary ได้ให้ความหมายของคำว่า Tidal Wave ไว้ว่าเป็นคลื่นทะเลที่ส่วนใหญ่เกิดจากแผ่นดินไหวใต้สมุทร

ลักษณะการเกิดของสึนามิ

คลื่นสึนามิแตกต่างจากคลื่นน้ำธรรมดามาก ตัวคลื่นนั้นสามารถเดินทางได้เป็นระยะทางไกล โดยไม่สูญเสียพลังงาน และสามารถเข้าทำลายชายฝั่งที่อยู่ห่างไกลจากจุดกำเนิดหลายพันกิโลเมตรได้ โดยทั่วไปแล้วคลื่นสึนามิซึ่งเป็นคลื่นในน้ำ จะเดินทางได้ช้ากว่าการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่เป็นคลื่นที่เดินทางในพื้นดิน ดังนั้น คลื่นอาจเข้ากระทบฝั่งภายหลังจากที่ผู้คนบริเวณนั้นรู้สึกว่าเกิดแผ่นดินไหวเป็นเวลาหลายชั่วโมง

คลื่นโดยทั่วไปจะมีคุณสมบัติสำคัญที่วัดได้อยู่สองประการคือ คาบ ซึ่งจะเป็นเวลาระหว่างลูกคลื่นสองลูก และ ความยาวคลื่น ซึ่งเป็นระยะห่างระหว่างลูกคลื่นสองลูก ในทะเลเปิดคลื่นสึนามิมีคาบที่นานมาก โดยเริ่มจากไม่กี่นาทีไปจนเป็นชั่วโมง ในขณะเดียวกันก็มีความยาวคลื่นที่ยาวมาก โดยอาจยาวถึงหลายร้อยกิโลเมตร ในขณะที่คลื่นทั่วไปที่เกิดจาก ลมที่ชายฝั่งนั้นมีคาบประมาณ 10 วินาที และมีความยาวคลื่นประมาณ 150 เมตรเท่านั้น ความสูงของคลื่นในทะเลเปิดมักน้อยกว่าหนึ่งเมตรซึ่งทำให้ไม่เป็นที่สังเกตของผู้คนบนเรือ คลื่นสึนามิจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วตั้งแต่ 500 ถึง 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ชายฝั่งที่มีความลึกลดลง คลื่นจะมีความเร็วลดลงและเริ่มก่อตัวเป็นคลื่นสูง โดยอาจมีความสูงมากกว่า 30 เมตร

คลื่นสึนามิจะเคลื่อนตัวออกจากแหล่งกำเนิด ดังนั้น ชายฝั่งที่ถูกกำบังโดยแผ่นดินส่วนอื่นๆ มักปลอดภัยจากคลื่น อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสที่คลื่นจะสามารถเลี้ยวเบนไปกระทบได้ นอกจากนี้ คลื่นไม่จำเป็นต้องมีความแรงเท่ากันในทุกทิศทุกทาง โดยความแรงจะขึ้นกับแหล่งกำเนิดและลักษณะของภูมิประเทศแถบนั้น

คลื่นจะมีพฤติกรรมเป็น “คลื่นน้ำตื้น” เมื่ออัตราส่วนระหว่างความลึกของน้ำและขนาดของคลื่นนั้นมีค่าต่ำ ดังนั้น เนื่องจากมีขนาดของคลื่นที่สูงมาก คลื่นสึนามิจึงมีคุณสมบัติเป็นคลื่นน้ำตื้นแม้อยู่ในทะเลลึกก็ตาม คลื่นน้ำตื้นนั้นมีความเร็วเท่ากับรากที่สองของผลคูณระหว่างความเร่งจากสนามแรงโน้มถ่วง (9.8 เมตร/วินาที2) และความลึกของน้ำ ตัวอย่างเช่น ในมหาสมุทรแปซิฟิกที่มีความลึกประมาณ 4,000 เมตร คลื่นจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 200 เมตรต่อวินาที หรือ 720 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนที่ชายฝั่งที่มีความลึก 40 เมตร คลื่นจะมีความเร็วช้าลงเหลือ 20 เมตรต่อวินาที หรือ 72 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

  

  

สาเหตุการเกิด

คลื่นสึนามิเกิดขึ้นจากการกระทบกระเทือนที่ทำให้น้ำปริมาณมากเกิดการเคลื่อนตัว เช่น แผ่นดินไหว แผ่นดินถล่ม หรืออุกกาบาตพุ่งชน

เมื่อแผ่นดินใต้ทะเลเกิดการเปลี่ยนรูปร่างอย่างกระทันหัน จะทำให้น้ำทะเลเกิดเคลื่อนตัวเพื่อปรับระดับให้เข้าสู่จุดสมดุลและจะก่อให้เกิดคลื่นสึนามิ การเปลี่ยนรูปร่างของพื้นทะเลมักเกิดขึ้นเมื่อเกิดแผ่นดินไหวเนื่องจากการขยับตัวของเปลือกโลก ซึ่งจะเกิดบริเวณที่ขอบของเปลือกโลกหลายแผ่นเชื่อมต่อกันที่เรียกว่า รอยเลื่อน (fault) เช่น บริเวณขอบของมหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากแผ่นดินไหวแล้ว ดินถล่มใต้น้ำที่มักเกิดร่วมกับแผ่นดินไหวสามารถทำให้เกิดคลื่นสึนามิได้เช่นกัน

นอกจากการกระทบกระเทือนที่เกิดใต้น้ำแล้ว การที่พื้นดินขนาดใหญ่ถล่มลงทะเล หรือการตกกระทบพื้นน้ำของเทหวัตถุ ก็สามารถทำให้เกิดคลื่นได้ คลื่นสึนามิที่เกิดในรูปแบบนี้จะลดขนาดลงอย่างรวดเร็วและไม่มีผลกระทบต่อชายฝั่งที่อยู่ห่างไกลมากนัก อย่างไรก็ตาม ถ้าแผ่นดินมีขนาดใหญ่มากพอ อาจทำให้เกิด เมกะสึนามิ ซึ่งอาจมีความสูงร่วมร้อยเมตรได้

เมกะสึนามิ และ คลื่นเซช

มีหลักฐานว่าเมกะสึนามิที่มีความสูงมากกว่า 100 เมตรนั้นเกิดขึ้นได้ เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นจากเนื้อที่ขนาดใหญ่บางส่วนของเกาะพังทลายลงสู่ทะเล หรืออุกกาบาตตกลงสู่ทะเล เมกะสึนามิจะสามารถทำอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อพื้นที่ชายฝั่งที่อยู่ห่างไกลออกไปได้

ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสึนามิคือ คลื่นเซช (seiche) แผ่นดินไหวที่รุนแรงมักทำให้เกิดทั้งคลื่นสึนามิและคลื่นเซช มีหลักฐานว่าคลื่นเซชอาจเกิดจากคลื่นสึนามิได้เช่นกัน

คลื่นสึนามิที่สูงที่สุดที่เคยมีการบันทึกไว้มีความสูงกว่า 500 เมตร โดยเกิดจากแผ่นดินถล่มที่รัฐอลาสกาในปี พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958) อย่างไรก็ตาม เมื่อคลื่นไปถึงทะเลเปิดมันได้สลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ความสูงของคลื่นสึนามินั้นถูกกำหนดโดยลักษณะของพื้นที่มากกว่าพลังงานที่เกิดจากแผ่นดินถล่ม

ส่วนค่าของความดันคลื่นหาได้จากสมการ

เมื่อ
P = ความดัน มีหน่วยเป็น นิวตัน/ตารางเมตร,
ρ = ความหนาแน่นของน้ำทะเลมีค่า = 1.1 x 103 kg/m3
g = ค่าความเร่งเนื่องจากความโน้มถ่วงซึ่งมีค่า = 9.8 m/s2
h = ความสูงของคลื่น

การจัดเรียงตามแนวยาวของคลื่นที่มีความลึกประมาณ 5,000 เมตร ดังนั้น ความดันของคลื่นมีค่าเท่ากับ

หรือประมาณ 5.7 ล้านตันต่อตารางเมตร ซึ่งสามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้ภายในชั่วพริบตา

กำแพงกั้นสึนามิ ในญี่ปุ่น

ขณะที่จุดต่ำสุดของคลื่นเคลื่อนเข้าสู่ฝั่ง ระดับน้ำทะเลจะลดลงและทำให้ขอบทะเลร่นถอยออกจากชายฝั่ง ถ้าชายฝั่งนั้นมีความลาดชันน้อย ระยะการร่นถอยนี้อาจมากถึง 800 เมตร ผู้ที่ไม่ทราบถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นอาจยังคงรออยู่ที่ชายฝั่งด้วยความสนใจ นอกจากนี้บริเวณที่ต่ำ อาจเกิดน้ำท่วมได้ก่อนที่ยอดคลื่นจะเข้าปะทะฝั่ง น้ำที่ท่วมนี้อาจลดลงได้ก่อนที่ยอดคลื่นถัดไปจะเคลื่อนที่ตามเข้ามา ดังนั้นการทราบข้อมูลเกี่ยวกับคลื่นสึนามิจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ตระหนักถึงอันตราย ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ระดับน้ำในครั้งแรกลดลงไปนั้น อาจมีคลื่นลูกใหญ่ตามมาอีกได้

ประเทศและบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดสึนามิได้มีการติดตั้งระบบเตือนภัยเพื่อพยากรณ์ และตรวจจับการเกิดขึ้นของคลื่นยักษ์นี้

แม้การป้องกันไม่ให้คลื่นสึนามิเกิดขึ้นจะยังทำไม่ได้ ในบางประเทศได้มีการสร้างเครื่องป้องกันและลดความเสียหายในกรณีที่คลื่นสึนามิจะเข้ากระทบฝั่ง ยกตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่นได้มีการสร้างกำแพงป้องกันสึนามิที่มีความสูงกว่า 4.5 เมตร ด้านหน้าของชายฝั่งบริเวณที่มีประชากรหนาแน่น บางที่ได้มีการสร้างกำแพงกันน้ำท่วมและทางระบายน้ำเพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางของคลื่น และลดแรงกระแทกของคลื่น ถึงแม้ว่า ในกรณีของคลื่นสึนามิที่เข้ากระทบเกาะฮอกไกโดที่มักมีความสูงมากกว่าเครื่องกีดขวางที่ได้สร้างขึ้น กำแพงเหล่านี้อาจช่วยลดความเร็วหรือความสูงของคลื่นแต่ไม่สามารถที่จะป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้

สำหรับประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) หลังจากที่คลื่นสึนามิที่เกิดจากแผ่นดินไหวใต้น้ำเข้ากระทบชายฝั่งทางใต้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกมาตรการป้องกันภัยจากคลื่นสึนามิ เพื่อเตือนประชาชนให้ป้องกันตัวโดยไม่ต้องรอประกาศจากทางราชการ

ประวัติเกี่ยวกับสึนามิที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

แม้ว่าสึนามิจะเกิดขึ้นบ่อยที่สุดในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ก็เป็นที่รู้จักกันดีว่าปรากฏการณ์สึนามิได้เกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนอื่นๆของโลกด้วยเช่นกัน และมีข้อมูลเก่าแก่มากมายหลายชิ้นที่พูดถึง “สึนามิ” ที่มีอำนาจทำลายล้างสูงนี้ ซึ่งเรียงตามลำดับการเกิดขึ้นก่อนหลังได้ดังต่อไปนี้

6,100 ปีก่อนคริสต์ศักราช

สึนามิที่เกิดขึ้นในช่วง 6,100 ปีก่อนคริสต์ศักราช เป็นคลื่นสึนามิใต้น้ำที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ อันเป็นผลจากการเลื่อนตัวของชั้นหินที่เรียกว่า “Storegga Slide” ซึ่งทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของแผ่นดินใต้น้ำครั้งใหญ่ติดต่อกันเป็นระลอก ๆ ยาวนานเป็นเวลาหลายหมื่นปี

เกาะซานโตรินี่

ในปี 1650 ก่อน ค.ศ. คลื่นสึนามิจากภูเขาไฟระเบิดในเกาะซานโตรินี่ (Santorini) ในช่วงระหว่างปี 1650 ก่อน ค.ศ. ถึง 1600 ก่อน ค.ศ. (เวลาที่แน่นอนยังถกเถียงกันอยู่) ภูเขาไฟในเกาะซานโตรินี่ของกรีซระเบิดขึ้น ทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำ “สึนามิ” ที่มีความสูงตั้งแต่ 100 เมตรถึง 150 เมตร ซึ่งถาโถมเข้าถล่มชายฝั่งทางด้านเหนือของเกาะครีต (Crete) ซึ่งอยู่ห่างออกไป 70 กิโลเมตร (45 ไมล์) พร้อมกวาดทำลายต้นไม้ทุกต้นที่ขึ้นอยู่ในแนวป่ามิโนอัน ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าเขียวชอุ่มรอบชายฝั่งทางเหนือของครีตจนหายวับไปหมดในชั่วพริบตา คาดกันว่าคลื่นใต้น้ำ “ซานโตรินี่” คือแหล่งข้อมูลที่ทำให้เพลโต (Plato) เกิดแรงบันดาลใจในการเขียนวรรณกรรมเป็นนวนิยายดังเรื่องแอตแลนติส (Atlantis) และนักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่า คลื่นสึนามิ “ซานโตรินี่” ที่เกิดขึ้นครั้งนี้คือแหล่งที่มาสำคัญที่นำไปสู่การบันทึกถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำท่วมโลก (Great Flood) ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ทั้งของชาวยิว คริสเตียน และชาวอิสลาม

เมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส

คลื่นใต้น้ำที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวที่เมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ในปี พ.ศ. 2298 (ค.ศ. 1755) ชาวโปรตุเกสจำนวนหลายหมื่นคนรอดชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ลิสบอนในปี พ.ศ. 2298 (ค.ศ. 1755) แต่กลับต้องเสียชีวิตไปทันที ด้วยคลื่นสึนามิที่โถมเข้าทำลายหลังเกิดแผ่นดินไหวได้เพียงไม่กี่นาที เนื่องจากคนจำนวนมากหนีภัยแผ่นดินไหวออกไปยังแนวชายฝั่งทะเล ด้วยเชื่อว่าเป็นสถานที่ที่มีความปลอดภัย พ้นอันตรายจากไฟไหม้ และการร่วงหล่นของเศษสิ่งของต่าง ๆ ได้ เมื่อเกิดแอฟเตอร์ช็อก ก่อนหน้าที่กำแพงน้ำที่สูงใหญ่ จะถาโถมเข้าถล่มท่าเรือบนชายฝั่งนั้น น้ำทะเลได้เหือดแห้งลดระดับลงไปมากจนซากเรือสินค้าเก่า ๆ ที่ปรักหักพังและหลงลืมกันไปแล้ว โผล่ขึ้นมาให้เห็นอย่างชัดเจน

แผ่นดินไหว สึนามิ และไฟไหม้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้สังหารชาวเมืองลิสบอนไปมากกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนชาวเมืองทั้งหมดประมาณ 275,000 คนประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการสำรวจทางทะเลของ วาสโก ดา กามา และ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ที่เก็บไว้ก็สูญหายไป ตึกรามอาคารต่าง ๆ จำนวนนับไม่ถ้วนถูกทำลาย (รวมถึงตัวอย่างส่วนใหญ่ของสถาปัตยกรรมแบบ Manueline ของโปรตุเกส) การพังพินาศของลิสบอนยังส่งผลให้ความทะเยอทะยานด้านการล่าอาณานิคมของจักรวรรดิโปรตุเกสสะดุดลงด้วยชาวยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 18 พยายามที่จะเข้าใจภัยพิบัติที่เกิดขึ้นภายใต้กรอบของศาสนา และระบบความเชื่อในหลักแห่งเหตุผล นักปรัชญาในยุคส่องสว่าง (the Enlightenment) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วอลแตร์ ได้บันทึกเรื่องถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แนวความคิดหลักปรัชญาของการทำให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ดังเช่นที่อธิบายโดยนักปรัชญา อิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant) ในหนังสือ The Observation on the Feeling of the Beautiful and Sublime นั้นก็ได้แรงบันดาลใจบางส่วนมาจากความพยายามที่จะเข้าใจถึงความร้ายกาจของเหตุการณ์แผ่นดินไหว และคลื่นใต้น้ำสึนามิ ที่ลิสบอนครั้งนี้

สัตว์จำนวนมากรู้โดยสัญชาตญาณถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น และได้หนีภัยขึ้นไปยังพื้นที่สูง ก่อนหน้าที่น้ำทะเลจะซัดเข้าฝั่ง แผ่นดินไหวที่ลิสบอนเป็นกรณีแรกที่มีการบันทึกไว้เป็นเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับปรากฏการณ์ดังกล่าวในทวีปยุโรป ปรากฏการณ์ในลักษณะนี้ ได้รับการบันทึกไว้เช่นกันในศรีลังกาในปี พ.ศ. 2547 เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย นักวิทยาศาสตร์บางรายสงสัยว่าสัตว์ต่าง ๆ อาจมีความสามารถในการรับสัญญาณคลื่นเรย์ลีความถี่ต่ำ (subsonic Rayleigh waves) ได้จากการไหวของแผ่นดินในช่วงเวลาไม่กี่นาที หรือไม่กี่ชั่วโมง ก่อนที่คลื่นใต้น้ำจะพัดกระหน่ำเข้าสู่ชายฝั่ง

เกาะกรากะตัว

ภูเขาไฟบนเกาะกรากะตัว ในประเทศอินโดนีเซีย เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงเมื่อปี พ.ศ. 2426 (ค.ศ. 1883) หินเหลวละลายใต้ปล่องภูเขาไฟถูกพ่นออกมาจำนวนมาก เกิดโพรงขนาดใหญ่ขึ้นใต้ดิน ทำให้พื้นแผ่นดินที่อยู่เบื้องบนและพื้นทะเลยุบตัวลง ส่งผลให้เกิดระลอกคลื่นสึนามิขนาดใหญ่ขึ้น บางลูกมีความสูงกว่า 40 เมตรจากระดับน้ำทะเล ระลอกคลื่นสึนามิที่เกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟกรากะตัวในอินโดนีเซียครั้งนี้เคลื่อนตัวถาโถมเข้าสู่บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย, มหาสมุทรแปซิฟิก, ชายฝั่งตะวันตกของอเมริกา, อเมริกาใต้, และบริเวณที่ห่างไกลออกไปอีกในช่องแคบอังกฤษ ส่วนพื้นที่ชายฝั่งใกล้เคียงในเกาะชวาและสุมาตรา กระแสน้ำทะเลไหลบ่าท่วมทะลักเข้าไปถึงพื้นแผ่นดินภายในซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลเข้าไปเป็นระยะทางหลายไมล์ สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงแก่สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติครั้งนี้ และทำให้ไม่มีการเข้าไปตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวอีกเลย ปัจจุบันพื้นที่บริเวณนี้ได้กลายเป็นเขตป่าทึบมีชื่อว่า เขตอนุรักษ์ธรรมชาติอูจังกูลอน (Ujung Kulon nature reserve)

สึนามิแปซิฟิก

พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) – สึนามิแปซิฟิก (Pacific Tsunami) แผ่นดินไหวในหมู่เกาะอลิวเตียน ในปี พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิที่ถาโถมเข้าสู่ฮาวายและอะลาสก้า ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 165 คน มหันตภัยสึนามิที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นส่งผลให้เกิดการก่อสร้างระบบเตือนภัยสึนามิสำหรับบรรดาประเทศที่ตั้งอยู่ตามบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกขึ้นในปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949)

สึนามิชิลี

พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) – สึนามิชิลี (Chilean tsunami) แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ชิลี (The Great Chilean Earthquake) มีระดับความรุนแรง 9.5 ริกเตอร์ซึ่งเป็นระดับที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ เกิดขึ้นบริเวณนอกชายฝั่งตอนกลางทางใต้ของประเทศชิลี ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิที่สร้างความวิบัติหายนะอย่างรุนแรงที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20คลื่นสึนามิเคลื่อนตัวเข้าสู่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทั้งหมด ขนาดคลื่นมีความสูงถึง 25 เมตร เมื่อคลื่นสึนามิเคลื่อนตัวเข้าถล่มโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น หลังจากเกิดแผ่นดินไหวนานเกือบ 22 ชั่วโมงนั้น ขนาดความสูงของคลื่นที่มีการบันทึกไว้ระบุว่าสูงถึง 10 ฟุตเหนือระดับกระแสน้ำ ประมาณการณ์ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิที่เกิดขึ้นตามมามีจำนวนระหว่าง 490 – 2,290 ราย

สึนามิกู๊ดฟราย์เดย์

พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964) – สึนามิกู๊ดฟราย์เดย์ (Good Friday Tsunami) แผ่นดินไหวกู๊ดฟรายเดย์ขนาด 9.2 ริกเตอร์ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964) ก่อให้เกิดคลื่นสินามิถาโถมเข้าถล่มชายฝั่งอะลาสก้า, บริติช โคลัมเบีย, แคลิฟอร์เนียและชายฝั่งเมืองแปซิฟิกนอร์ธเวสต์ในสหรัฐอเมริกา ทำให้ประชาชนเสียชีวิต 122 คน คลื่นสึนามิมีความสูงถึง 6 เมตร ในเมือง Crescent City ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปในแคลิฟอร์เนียมีผู้เสียชีวิต 11 คน

สึนามิจากแผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย

ภาพแสดงสึนามิเมื่อปลายปี พ.ศ. 2547

พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) – สึนามิจากแผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย คลื่นสึนามิครั้งแรกในประเทศไทยเกิดจากแผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ระลอกคลื่นยักษ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตล่าสุดจำนวนกว่า 165,000 ราย (มากกว่า 105,000 รายเสียชีวิตในอินโดนีเซียคลื่นสึนามิได้ถาโถมเข้าถล่มและคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในพื้นที่หรือบริเวณที่ใกล้กับจุดเกิดแผ่นดินไหว เช่น อินโดนีเซีย, ไทย, และพื้นที่บริเวณชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของมาเลเซีย ไปจนถึงพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายพันกิโลเมตรในบังกลาเทศ, อินเดีย, ศรีลังกา, หมู่เกาะมัลดีลฟ์, และแม้กระทั่งโซมาเลีย, เคนยา, และแทนซาเนีย ซึ่งตั้งอยู่ในแถบแอฟริกาตะวันออก

ประเทศในแถบมหาสมุทรอินเดียเหล่านี้ ยังไม่มีระบบเตือนภัยคลื่นสึนามิที่สมบูรณ์พอดังเช่นประเทศในภูมิภาคมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนหนึ่งเนื่องจากไม่มีภัยพิบัติที่เกิดจากคลื่นยักษ์ในภูมิภาคมานานแล้ว นับตั้งแต่เกิดคลื่นสึนามิจากการระเบิดของภูเขาไฟกรากะตัวในปี พ.ศ. 2426 (ค.ศ. 1883) ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 36,000 คน ภัยพิบัติสึนามิในมหาสมุทรอินเดียล่าสุดนี้ส่งผลให้ยูเนสโกและองค์การระหว่างประเทศหลายแห่งออกมาเคลื่อนไหว เรียกร้องให้มีการจัดตั้งระบบเตือนภัยสึนามิโลกขึ้น

1 ตอบกลับที่ บทความ ซึนามิ กับ แผ่นดินไหว

  1. korn5151000378 พูดว่า:

    ดีมากๆเลยครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s